friend trader

forex การเทรดforex

LightBlog
LightBlog

วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อินดิเคเตอร์ที่ใช้


1. โหลด template ที่ชื่อ Bollinger band 
    วางเมาส์ไว้ที่ตำแหน่งกลางของกราฟ คลิ๊กขวา เลือก template – Bollinger band
    จะมี template มาให้ และ indicator 2 ตัว ให้เอาออกไป เพราะไม่ได้ใช้
    วางเมาส์ไว้ที่ตำแหน่งกลางของกราฟ คลิ๊กขวา เลือก indicator list – เลือก indicator window1 – เลือก delete
                                                                         เลือก indicator list – เลือก indicator window2 – เลือก delete
2. Ichimoku – ใช้บอก trend (ให้สังเกตที่กราฟ M30)
    คลิ๊กเข้าไปที่ช่อง parameters ช่องกลางใส่เลข 7, ช่องกลางใส่เลข 22 และช่องสุดท้ายใส่เลข 44
    2.1 ถ้ากราฟอยู่ใต้ก้อนเมฆ ให้รอจนกว่ามีสัญญาณลง จึงเปิด sell
    2.2 ถ้ากราฟอยู่เหนือก้อนเมฆ ให้รอจนกว่ามีสัญญาณขึ้นต่อ จึงเปิด buy
    2.3 ถ้ากราฟเคลื่อนไหวภายในก้อนเมฆ แสดงว่ากราฟมีลักษณะ sideway มีทิศทางไม่แน่นอน ควรหลีกเลี่ยง                                       ในการเล่น 
3. Bollinger band – ใช้บอก trend และค่า TP
    3.1 เส้นบนสุดจะเป็น TP ของออเดอร์  buy
    3.2 เส้นกลางจะบอกเทรนของกราฟ
    3.3 เส้นล่างสุดจะเป็น TP ของออเดอร์ sell
4. Moving Average – ใช้บอกจุดกลับตัวของกราฟ ทั้งนี้จะใช้คำว่า EMA200
    โดยคลิ๊กเข้าไปที่ช่อง parameters แล้วพิมพ์ในช่อง period = 200
5. fs30rsi – ใช้บอก trend กราฟ
6. fs30histogram – ใช้บอก trend กราฟ
7.Dinapoli & Modify – ใช้บอกระยะทำกำไร
8. ferru fx – ใช้บอกความแข็ง – อ่อนของคู่เงิน  ค่าเฉลี่ยระหว่างราคาเปิด-ปิดของแต่ละคู่เงินในวันที่ผ่านมา (P) ราคาประมาณที่กราฟจะไปถึงในแต่วัน (R1 R2 R3 S1 S2 S3)
9. Signal_Bars_v6 – ใช้บอกความแข็งอ่อนของค่าเงิน
อินดิเคเตอร์ ลำดับที่ 2-4 มีอยู่ใน MT4 แล้ว ให้เลือก indicators – trend
ส่วนลำดับที่ 5 – 8 ให้โหลดเข้าไป โดยให้เลือก file – open data folder – mql4 – indicators – แล้วลาก indicator เข้าไปใส่
วิธีการสังเกตเทรน
เทรนขึ้น
1. fs30rsi ของ H1, H4, day และ week รูปกราฟจะชี้ขึ้นด้านบน
2. fs30histogram ของ H1, H4, day และ week แท่งกราฟจะเป็นสีเหลือง
3. fs30rsi ของ week เป็นสี


วิธีการเปิดออเดอร์ buy
1. กราฟ day  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง
2. กราฟ H4  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง
3. กราฟ H1  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง
4. เส้นกลางของ Bollinger band ที่ H1 อยู่ในลักษณะชี้ขึ้น
5. แท่งกราฟของ signal bar กราฟ H1 เปลี่ยนเป็นสีฟ้า ทุก TF
6. กราฟ H1 ค่า trend แสดงค่ามากกว่า 75% และมีภาษาอังกฤษบอกว่า strong buy
หากเข้าคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ จะกำหนด TP ไว้ที่ประมาณเส้น TP buy 161.8%  
หากไม่ครบ 6 ข้อ แต่ครบ 5 ข้อ (ข้อ 2 – 6) คือ  
1. กราฟ day  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง และ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง  
2. กราฟ H4  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง
3. กราฟ H1  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง
4. เส้นกลางของ Bollinger band ที่ H1 อยู่ในลักษณะชี้ขึ้น
5. แท่งกราฟของ signal bar กราฟ H1 เปลี่ยนเป็นสีฟ้า ทุก TF
6. กราฟ H1 ค่า trend แสดงค่ามากกว่า 75% และมีภาษาอังกฤษบอกว่า strong buy
จะกำหนด TP ไว้ประมาณ 4 จุด คือ
1. ประมาณเส้นบนสุดของ Bollinger band  ของ H1 หรือ
2. จุดสูงสุด ของเส้น EMA200H1 หรือ
3. เส้นประสีแดง ของ buy or sell แล้วอาจจะกลับตัวลงตามเทรน day
4. ค่าที่ ferru fx ตรงช่อง R1, R2 หรือ R3
แล้วแต่ว่าค่าไหนอยู่ใกล้เคียงที่สุด
วิธีการเปิดออเดอร์ sell
1. กราฟ day  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง  หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง
2. กราฟ H4  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง
3. กราฟ H1  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง
4. เส้นกลางของ Bollinger band ที่ H1 อยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง
5. แท่งกราฟของ signal bar กราฟ H1 เปลี่ยนเป็นสีแดง ทุก TF
6. กราฟ H1 ค่า trend แสดงค่ามากกว่า 75% และมีภาษาอังกฤษบอกว่า strong sell
หากเข้าคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ จะกำหนด TP ไว้ที่เส้นล่างสุดของ Bollinger band ของ H1 หรือค่า R1 แล้วแต่คาใด                               จะถึงก่อน
หากไม่ครบ 5 ข้อ แต่ครบ 3 ข้อ (ข้อ 2 – 6) คือ  
1. กราฟ day  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะชี้ขึ้น และ fs30histogram แท่งเป็นสีเหลือง  
2. กราฟ H4  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง
3. กราฟ H1  fs30rsi เส้นกราฟอยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง หรือ fs30histogram แท่งเป็นสีแดง
4. เส้นกลางของ Bollinger band ที่ H1 อยู่ในลักษณะหัวทิ่มลง
5. แท่งกราฟของ signal bar กราฟ H1 เปลี่ยนเป็นสีฟ้า ทุก TF
6. กราฟ H1 ค่า trend แสดงค่ามากกว่า 75% และมีภาษาอังกฤษบอกว่า strong sell
จะกำหนด TP ไว้ที่ประมาณเส้นล่างสุดของ Bollinger band  ของ H1 หรืออาจจะลงไปต่ำสุดที่เส้น EMA200 H1                       แล้วกลับตัวขึ้นไปตามเทรน day
จะกำหนด TP ไว้ประมาณ 4 จุด คือ
1. ประมาณเส้นล่างสุดของ Bollinger band  ของ H1 หรือ
2. เส้น EMA200H1 หรือ
3. เส้นประสีเขียว ของ buy or sell แล้วอาจจะกลับตัวลงตามเทรน day
4. ค่าที่ ferru fx ตรงช่อง S1, S2 หรือ S3
แล้วแต่ว่าค่าไหนอยู่ใกล้เคียงที่สุด

วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผมจะเเนะนำวิธีดูให้นะครับ เปิดเว็บนี้ตามไปด้วย จากตารางข่าวของเว็บ Forexfactory จะประกอบด้วย Date(วันที่) ,Time (เวลา),
Currency(ค่าเงิน), Impact(ความแรงของข่าว) ,Actual (ตัวเลขที่ออกจริง), forecast(ตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์) ,previous(ตัวเลขที่ออกก่อนหน้านั้น)Impact

มันจะมีสีกำกับอยู่หน้าข่าวครับ โดยสีแดงจะเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือสีส้ม และสีเหลือง และสีข่าวจะแสดงว่าเป็นวีนหยุดของตลาดของประเทศนั้นและตัวเลขจริงที่ออก มา Actual ตัวเลขที่ออกมาจะมี 3 สีด้วยเช่นกัน คือ

สีเขียวหมายถึงข่าวดี
สีแดงหมายถึงข่าวไม่ดี
สีดำคือไม่มีข่าวนั้นออกมาหรือมีเเต่ไม่ส่งผลอะไร

โดยขึ้นอยู่กับความแรงของข่าวด้วย Impact ถ้าข่าว High Impact สีแดง
และตัวเลขที่ประกาศออกมา เป็นสีเขียวหรือสีแดง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงประมาณ 1xxpips ขึ้นไป

-วิธีการเก็งกำไรจากข่าวในตาราง Forexfactory ให้รอดูตัวเลขจริง Actual ออกมาก่อนนะครับ เมื่อตัวเลขจริง(actual)ออกมามากกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาดการณ์(forecast)ไว้จะส่งผลทำให้ดีกับค่าเงินนั้นๆ แต่ถ้าตัวเลขจริงออกมาน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้จะส่งผลเสียกับค่าเงินนั้นๆ เช่น ถ้าข่าวของ USD ออกมามากกว่า

ตัวเลขคาดการณ์(Forecast) จะทำให้ USD / XXX ขึ้น และทำให้ XXX / USD ลง ( XXX คือ ค่าเงินของประเทศนั้นๆเมื่อเทียบกับดอลล่าห์สหรัฐ(USD)อาทิเช่น JPY CHF CAD AUD NZD GBP )

ถ้าข่าว Gross Domestic Product หรือ GDP ของอังกฤษ(GBP) ตัวเลขออกมามากกว่าที่ตัวเลขที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้จะส่งผลให้กราฟของ GBP/USD , GBP/JPY,GBP/CHF ขึ้น และกราฟ EUR/GBP จะลง

ระดับความสำคัญของปฏิทินเศรษฐกิจ
1. สำคัญมาก
ชื่อก็บอกอยู่ แล้วว่าสำคัญมาก ซึ่งจะเป็นข่าวและตัวเลขที่มีผลกระทบกับค่าเงินของประเทศนั้น ๆ อย่างแรง เมื่อตัวเลขประกาศแล้ว จะมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลอยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เราอาจจะได้เห็นกราฟเป็นแท่งยาว ๆ ทั้งขึ้น และ ลง ในเวลาเดียวกัน

2. สำคัญ
อันนี้ก็สำคัญ ก็จะส่งผลกระทบกับตลาดเงินมากแต่น้อยกว่า “สำคัญมาก” อยู่นิดนึง ซึ่งก็จะส่งผลให้มีกราฟยาว ๆ (แต่ขนาดของแท่งจะสั้นกว่าแบบแรก)

3. ทั่วไป
อัน นี้จะเป็นข่าวเศรษฐกิจทั่ว ๆ ไป มีผลบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง หากประกาศวันเดียวกับ 2 ตัวบน อาจจะไม่ส่งผลอะไรสำคัญเลย แต่ถ้าประกาศตัวเดียว โดด ๆ อาจมีผลบ้างโดยหากสวนทางกับ 2 ตัวข้างบนอาจทำให้ตลาดนำข่าวนี้มาเล่นได้ เพราะจะเป็นตัววัดอย่างหนึ่งว่า ตัวเลขอื่นอาจจะหลอกลวงได้

คราวนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศนั้นเกี่ยวอะไรกับราคาทองคำ

โดยปกติราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับ
1. อัตราแลกเปลี่ยนของ USD
2. ราคาน้ำมัน
3. ราคาของโลหะพื้นฐาน และ โลหะอื่น พวก ทองแดง เงิน แพตตินั่ม พาลาเดียม
4. อื่น ๆ (ยังนึกมะออกจ้ะ)

คราวนี้ตัวเลขที่ประกาศจะกระทบกับ 2 อย่างตรง ๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยน กะ ราคาน้ำมัน

แล้ว 2 ตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกะราคาทองคำอย่างไร?

1. อัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติ ถ้าไม่มีข่าวอย่างอื่น (หมายถึงพวกข่าวก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ ฯลฯ) ที่มีน้ำหนักมากกว่า อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีผลตรง ๆ โดยไม่มีอย่างอื่นมาทำให้ราคาเพี้ยนไปจากเดิม โดยปกติแล้ว ทองคำจะขึ้นเมื่อ USD อ่อนค่า และ ทองคำจะลง เมื่อ USD แข็งค่า
แล้วคำที่ว่าอ่อนค่า กับ แข็งค่า เนี่ย เค้าเทียบกะสกุลไหนบ้าง โดยปกติแล้วจะดูที่ 2 สกุลใหญ่ ชื่อ JPY และ EUR หากสองอันนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็แสดงว่า USD อ่อน หรือ แข็งจริง ๆ จ้ะ

2. ราคาน้ำมัน จะเป็นตัวช่วยดัน หรือ ฉุด ราคาทองคำในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน

เอาละ... มาดูกันว่าโดยปกติปฏิทินเศรษฐกิจที่เค้าขยันประกาศตัวเลขกันมีอะไรบ้าง (มันอาจจะไม่ครบทุกอย่างนะ)

ระดับที่เรียกว่าสำคัญมากมีอะไรบ้าง...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
1 Non farm Payrolls
2 Unemployment Rate
3 Trade Balance
4 GDP ( Gross Domestic Production )
5 PCE Price Deflator ( Personal Consumption Expenditure)
6 CPI ( Consumer Price index )
7 TICS ( Treasury International Capital System )
8 FOMC ( Federal open Market committee meeting )
9 Retail Sales
10 Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey
11 PPI ( Producer Price Index )

ระดับที่เรียกว่าสำคัญ...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
12 Weekly Jobless Claims
13 Personal Income
14 Personal spending
15 BOE Rate Decision ( Bank Of England )
16 ECB Rate Decision ( Europe Central Bank )
17 Durable Goods orders
18 ISM Manufacturing Index ( Institute of Supply Manager )
19 Philadelphia Fed. Survey
20 ISM Non-Manufacturing Index
21 Factory Orders
22 Industrial Production & Capacity Utilization
23 Non-Farm Productivity
24 Current Account Balance
25 Consumer Confidence ( Consumer Sentiment )
26 NY Empire State Index - ( New York Empire Index )
27 Leading Indicators
28 Business Inventories
29 IFO Business Index ( Institute of IFO in Germany )

ระดับปานกลางถึงทั่วไป โดยมากใช้เป็นตัววัดพื้นฐาน...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
30 Housing Starts
31 Existing Home sales
32 New Home Sales
33 Auto and Truck sales
34 Employee Cost Index - Labor Cost Index
35 M2 Money Supply - Money Cost
36 Construction Spending
37 Treasury Budget
38 Weekly Chain Stores - Beige Book -Red Book
39 Whole Sales Trade
40 NAPM ( National Association of Purchasing Management)

กลุ่มสำคัญมาก
Trade Balance
โดยปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้ ตัวเลข Trade Balance จะนำค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Gross Domestic Product หรือ GDP
จะ ประกาศทุก ๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบ่งบอกเกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Personal Consumption Expenditure หรือ (PCE)
ประกาศ ทุก ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Consumer Price Index หรือ CPI
ประกาศ ทุก ๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภค CPI ที่เห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหารและ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะเป็นตัววัดเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Treasury International Capital System หรือ TICS
ประกาศ ทุกวันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Federal Open Market Committee หรือ FOMC
จะ ประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่สนใจกันคือเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Retail Sales
ประกาศ ทุกวันที่ 13 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

University of Michigan Consumer Sentiment Index
ออก ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือน โดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และ สิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Producer Price Index หรือ PPI
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

กลุ่มสำคัญ
Initial Weekly Jobless Claims
ประกาศทุกวัน พฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป (อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Personal Income
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Personal Spending
ประกาศ แถว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวมลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Europe Central Bank (ECB), Bank Of England (BOE), Bank Of Japan (BOJ)
การ ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ US จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป)
- อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด

ECB ประกอบไปด้วย 25 ประเทศในยุโรป คือ Italy, France, Luxembourg, Belgium, Germany, Netherlands, Denmark, Ireland, United Kingdom, Greece, Spain, Portugal, Austria, Finland, Sweden, Czech Republic, Estonia, Cyprus, Latvia, Lithuania, Hungary, Malta, Poland, Slovakia และ Slovenia

Durable Goods Orders
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Institute of Supply Management หรือ ISM
ออก ทุกวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และสามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้

Philadelphia Fed Survey
ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสำรวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัว ๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการทำงาน, พนักงาน และอื่น ๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

ISM Service Index หรือ Non-Manufacturing ISM
ออก ราว ๆ วันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Factory Orders
ออกราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Industrial Production
ออกราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไร การที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Non-Farm Productivity
ออก ราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้น หมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

นี่เป็นระดับความผันผวนของแต่ละข่าวนะครับ เป็นค่าเฉลี่ยนะครับ


วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เทรด forex อย่างไรไม่ให้ขาดทุน ?


       
เทรด forex อย่างไรไม่ให้ขาดทุน เพราะหลาย ๆ คนคงเคยเทรดแล้ว
ขาดทุนเป็นประจำ หรือบางคงอาจจะได้กำไรเป็นประจำเหมือนกัน

องค์ประกอบของการเทรด forex อย่างไรไม่ให้ขาดทุน

1. Moneys ต้องพอสมควรกับ lot ที่เราจะเปิด order เพื่อหลีกหนีการล้างพอร์ต
    หรือเงินไม่พอกับการเปิด order แล้วโดนปิด order
2. สถิติของกราฟแต่ละคู่เงิน ว่าในแต่ละวันกราฟเงินแต่ละคู่ขึ้นสุดลงสุดเท่าไหร่
    แล้วเราจะเทรดอย่างไร  เพื่อทำกำไรได้มากกว่าขาดทุน
3. จำนวน lot สำคัญมาก เพราะหมายถึงการได้กำไรที่มากและขาดทุนที่มากเช่นกัน
4. หัวใจสำคัญอีกอันคือการวาง lot เพื่อให้เหมาะสมกับกราฟ ณ ขณะนั้น


หลังจากครบองค์ประกอบเราก็จะมาสร้างระบบการเทรดได้แล้ว
ต่อไปเป็นตัวอย่างการเทรด ซึ่งผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เข้าใจ

เช่น ถ้าเราดูกราฟแล้ว พิจารณาจาก indicator อื่น ๆ  คิดว่ากราฟจะลง
ดังนั้นเราจะต้องเปิด order sell

1. เปิด order sell  0.01  อาจจะตั้ง TP 200 Pip และ SL 1000 Pip
ถ้าสถิติของกราฟนั้นบวกลบไม่เกิน 1000 Pip /วัน

คำถามถัดไป ถ้าเปิดแล้วติดลบคุณจะทำอย่างไร รอ หรือ ปิด 
คนส่วนใหญ่ที่ขาดความรู้ อาจจะปิดแล้วก็ทำให้เราขาดทุน 
แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรารู้พฤติกรรมของกราฟจริง ๆ มีขึ้นจะต้องมีลง 
เช่น ขึ้น 500 Pip  แต่อาจจะลง 120 Pip  เหมือนคนเราทั้วไป เหนื่อยก็พัก
กราฟก็เหมือนกัน ก็จะมีการพักตัว
เราจะอาศัยจังหวะนี้แหละในการแก้เกม เพื่อกับมาเป็นฝ่ายชนะ


ดังนั้น ขั้นตอนถัดไปอาจจะเปิดอีก 1  order sell ที่ 0.02
โดยที่ระยะห่างระหว่าง ออเดอร์ 1 และ 2 ห่างกัน
100 Pip  จะตั้ง TP 100 Pip และ SL 1000 Pip
แล้วเปลี่ยน TP ออเดอร์ที่ 1 ตาม 2

แต่ถ้าออเดอร์ที่ 2 ยังไม่ปิด ก็อาจจะเปิดออเดอร์ที่ 3, 4, 5 , 6, 7, 8, 9, 10
ด้วย lot ที่เพิ่มมากขึ้น โดยแต่ละ lot ที่จะเปิดถัดไปต้องทำกำไรมากกว่า
lot  ที่มาก่อนหน้านั้น 
Bollinger band เป็น indicator ที่ใช้บอกความเคลื่อนไหวของราคา ทิศทาง และกรอบของราคา
และยังสามารถดูแนวรับแนวต้านได้อีกด้วย พูดไปแล้วประโยชน์มีมากมายโดยตัว Bollinger band
ประกอบด้วยเส้น  3 เส้น คือ
1. Upper Band = เส้นบน 
2. Middle Band = เส้นกลาง
3. Lower Band = เส้นล่าง
ดังรูป
ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 มีดังนี้
1. DOWNLOAD ตัวโปรแกรมโบรกเกอร์ที่เราใช้เทรด คลิ๊กที่
Download Trading Terminal for PC ( ถ้ายังไม่มีโปรกเกอร์ สมัครที่นี่)
2. เมื่อดาวโหลดโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการติดตั้งโปรแกรมทันที
ขั้นตอนดังนี้
Click Next

Click Next

ติ๊กที่ช่อง Yes, I agree with all the term of this license agreement จากนั้น Click Next

Click Next

Click Next
Click Next


รอโปรแกรม Installation

Click Finish

กรอกชื่อ ที่อยู่ อีเมล เลือก Leverage 1:100 ใส่ USD ตามที่ต้องการ จากนั้น Click Next

Click Scan And Click Next
บันทึกระหัสไว้ แล้ว Click Finish


รอซักครู่ โปรแกรมก็จะทำงาน และกดที่ Trade ด้านล่าง จะเห็นเงิน Balance ของเรา
สิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม Mt4
หลายๆคนคงได้รับไฟล์ .ex4 , .mq4 แต่ไม่รู้ว่าไฟล์นี้ใช้กับโปรแกรมอะไร ไฟล์สกุลเหล่านี้ ใช้กับโปรแกรมเทรด Mt4 ซึ่้ง Indicators ที่เราเพิ่มเข้าไปจะอยู่ในส่วนของ Custom Indicators
มีขั้นตอนดังนี้
1. เข้าไปดาวโหลด Indicators , Scripts , Expert Advisors ได้ที่เว็บเหล่านี้ www.forex-tsd.com , www.forexfactory.com ,www.forexmt4.com
2. ยกตัวอย่าง ผมจะโหลด Indicator ที่ชื่อ cci_cross_new.mq4 ในเว็บ forexmt4 จากนั้นทำการดาวโหลดมาเก็บไว้ที่ Disk ของเรา


3.จากนั้นให้ไป Copy file ที่ได้ Download ไว้ มาไว้ที่
My Computer >>> Disk C >>>Program file >>Insta trader(ขึ้นอยู่กับว่า เลือกใช้โบรกเกอร์ไหน ) >>> Experts>>>> Indicators จากนั้นก็ทำการ วาง (paste) File ไว้ที่ Indicators








Note : การโหลดไฟล์ Template (.tpl) ก็เอาไปใส่ไว้ที่ Templates ไฟล์ Scripts ก็เอาไปใส่ไว้ใน Scripts เช่นเดียวกัน
3. เมื่อทำการติดตั้ง Indicators เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ปิด โปรแกรมเทรด Mt4 ไปก่อน แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง
4.จากนั้นไปที่ Custom Indicators หรือไปที่ Insert >>> Indicators >>> Custom Indicator >> แล้วเลือก Indicator ที่เราได้ทำการติดตั้งไว้ (ในที่นี้ผมติดตั้ง Indicators ที่ชื่อว่า cci_cross_new )



เสร็จสมบูรณ์สำหรับการติดตั้ง Indicators ลงบนโปรแกรมเทรด MT4
หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน


การใช้คำสั่งปิดออเดอร์ทั้งหมดที่เราได้เปิดไว้โดยใช้ Scripts Close all ในโปรแกรมเทรด MT4
สวัสดีครับ ทุกคน มีเพื่อนผมคนนึงครับอยากสั่งปิดออเดอร์ที่เปิดไว้ทั้งหมดทีเดียว เหมือนกับคำสั่ง Close all ใน Marketiva  ผมก็เลยไปหามาให้ครับ และแสดงขั้นตอนการใช้งานทั้งหมดของ Scripts Close All ครับ
ขั้นตอนการใช้งาน Scipts Close all
1. ดาวโหลด Scripts  ได้ที่นี่ครับ ดาวโหลด Scripts Close all 
2. เมื่อดาวโหลด สคริปเรียบร้อยแล้ว ให้ไป Copy Scripts ตัวนี้ไปไว้ใน My Computer >>> Disk C>>>;Program File >>>> Insta trader ( หรือ Forex Broker ของเราเอง ) >>> Experts >>> Scripts จากนั้น paste
3. เมื่อวางเสร็จ ให้ปิดโปรแกรมเทรด MT4 ก่อน แล้วเปิดขึ้นมาใหม่
4. จากนั้นไปที่ Tools--->Options จากนั้น คลิกตามรูปด้านล่าง ครับ



5.จากนั้นให้เปิด Navigators หรือกด Ctrl+N ก็ได้ แล้วเลือก Script ( Close all Open and pending orders) แล้วลากไปใส่กราฟเลยครับ ดังรูป

นี่เป็นตัวอย่างที่ผมเปิดออเดอร์ไว้เพื่อทดสอบ สคริป Closse all


ลาก Scripts Close all open and pending order มาไว้บนกราฟ


จากนั้น สคริปก็จะทำงานครับ ปิดเร็วหรือไม่เร็ว ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเตอร์เนตของเราด้วยนะครับ แต่ผมรับรองว่าปิดเร็วกว่าปิดมือแน่นอน ออเดอร์ของผมทั้งหมดปิดภายใน 10 วินาที

อีกหนึ่งตัวอย่างครับ ของแถม เอาไว้ตั้งเวลาปิดได้  เช่น สมมติว่าผมเปิดออเดอร์ไว้ที่ สิบโมงเช้า แล้วผมอยากปิดออเดอร์ที่ 10.30 น ผมก็สามารถใช้อีเอตัวนี้ได้
การติดตั้ง
1. ดาวโหลด EA ได้ที่นี่ ดาวโหลด Close_open_order_by_set_pair_set_account_set_time_EA
2. Copy File ไปไว้ที่ My Computer >> Disk C >> Program file >> Insta( your Broker) >>Expert จากนั้นก็ Paste วางอีเอลงไปเลยครับ
3.ปิดโปรแกรมเทรด แล้วเปิดขึ้นมาใหม่
4. เลือก Navigators หรือกด Ctrl+N แล้วเลือก Expert Advisors >> จากนั้นเลือก Close Open order by set pair set time EA  แล้วลากไปใส่กราฟเลยครับ จากนั้นก็ตั้งค่า
สมมติว่าผมเทรดที่ 7 GMT ต้องการปิดที่ 7.01 GMT  ก็ต้องCloseHour = 7,  CloseMinute=1 ดังรูปด้านล่างครับ



แล้วก็กด OK เลยครับ เมื่อถึงเวลาที่เราตั้งไว้ ออเดอร์ของเราก็จะปิดทันทีครับ